home news articles forum gallery events contact
Tuesday, February 7, 2012 | Login

เข้าระบบ

ชื่อเรียก:

รหัสผ่าน:


ลืมรหัสผ่าน?

สมัครสมาชิก!

เมนูหลัก

ใครกำลังใช้งาน

มี 14 คนกำลังใช้งาน (มี 2 คนกำลังใช้งาน บทความ)

สมาชิก: 2
บุคคลทั่วไป: 12

namfon, warangkhana, มีต่อ...

Link น่าสนใจ

     

(1) 2 3 4 ... 30 »
Next Step ′วัน-ทู-คอล′ จังหวะก้าวยักษ์ ′เอไอเอส′
ส่งมาโดย bootbleach เมื่อ 16/9/2011 10:16:35 (98 ครั้งที่อ่าน)

ไม่น่าเชื่อว่าเผลอแวบเดียว บริการพรีเพด "วัน-ทู-คอล" มีอายุครบ 12 ปีแล้ว (เปิด ก.ค. 2542) แต่ที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าก็คือ เราพูดถึงบริการ 3G มาตั้งแต่ก่อนพรีเพด "วัน-ทู-คอล" เกิดด้วยซ้ำไป ผ่านไป 12 ปี บริการ 3G จริง ๆ ยังไม่มี

ลุ้นกันจนเหนื่อยถึงได้มี 3G คลื่นเดิมออกมา ซึ่งค่ายมือถือ (เอไอเอส-ดีแทค) ต่างยอมรับตรงไปตรงมาว่า แค่ลงทุนคั่นเวลารอประมูลใบอนุญาตใหม่บนคลื่น 2.1 GHz เพราะอีกไม่กี่อึดใจสัมปทานก็จะหมดอายุแล้ว จะลงทุนมาก ๆ ไปทำไมกัน

เว้นแค่ "ทรูมูฟ" ที่ตัดช่องน้อยหาทางรอดไปได้ด้วยรูปแบบธุรกิจใหม่ผ่านความร่วมมือกับ "กสท โทรคมนาคม" จนได้รับสิทธิขายต่อบริการ 3G+ภายใต้แบรนด์ "ทรูมูฟ เอช" เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ (30 ส.ค.) จึงเป็นที่คาดหมายได้เลยว่า ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการประมูลคลื่นใหม่จะเริ่มต้นขึ้น "ทรูมูฟ เอช" ต้องเร่งสปีดสร้างฐานลูกค้าเต็มพิกัด

อันที่จริง "ทีโอที" ก็จำเป็นต้องเร่งมือเช่นกัน แต่ไปได้ช้ามาก พอเริ่มตั้งหลักได้ก็เปลี่ยนรัฐบาลอีก จึงต้องรอบอร์ด ชุดใหม่มาฟันธงเรื่องแผนการตลาด 3G ผ่านคอนเซ็ปต์ "เอ็มวีเอ็นโอ" (MVNO) ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจล้มคว่ำลงก็ได้ ถ้าบอร์ดชุดใหม่ไม่เห็นด้วย

ได้ยินว่างานนี้พี่ใหญ่ "เอไอเอส" เตรียมแผนธุรกิจรูปแบบใหม่ไว้นำเสนอ "ทีโอที" เต็มที่หลังเซ็นสัญญาโรมมิ่งโครงข่าย 3G ไปแล้วก่อนหน้านี้

รอยต่อของการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบ "ใบอนุญาต" โดย กสทช. (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด) นับเป็นช่วงฝุ่นตลบโดยแท้ เพราะต่างต้องกะเก็งเดินแผนล่วงหน้าไว้ทุกทางเผื่อเหลือเผื่อขาด แม้จะเห็นหน้าค่าตา "กสทช." ทำให้พอลุ้นไลเซนส์ใหม่ได้บ้างก็เถอะ

ในเชิงกลยุทธ์ก็เตรียมกันไป ในแง่มุม ธุรกิจปัจจุบันยังเดินหน้าต่อ โดยแต่ละค่ายต่างพุ่งไปยังการโหมตลาด 3G คลื่นเดิม ด้วยว่าความต้องการของลูกค้าในยุคโซเชียลมีเดีย และสมาร์ทโฟนนำหน้าไปก่อนไกลแล้ว

ทุกค่ายจึงต้องออกมาประกาศความพร้อมในการให้บริการ 3G แม้ความพร้อมที่ว่าจะมีข้อจำกัดทั้งพื้นที่การให้บริการ และจำนวนเครื่องลูกข่ายที่มีให้เลือกไม่หลากหลายนัก เป็นลูกค้าค่ายไหนต้องเลือกให้ถูกระหว่าง 3G คลื่น 800 และ 900 MHz

การแข่งขันบนเวที 3G คลื่นเดิม เทียบกันระหว่าง 3 ค่ายมือถือ "เอไอเอส" ดูเงียบกว่าใคร จะด้วยข้อจำกัดเรื่องความถี่ และพื้นที่บริการจึงไม่เห็นประโยชน์ในการโหมกิจกรรมการตลาด และเน้นฐานลูกค้าเดิมของตนเองมากกว่าหาลูกค้าใหม่ สู้รอของจริงบนคลื่น 2.1 GHz ดีกว่า

ในจังหวะที่คู่แข่ง "ดีแทค-ทรูมูฟ เอช" บุกหนักกับ 3G คลื่นเดิม "เอไอเอส" ยังไม่ลืมฐานลูกค้าหลัก "วัน-ทู-คอล" ยังคงพัฒนาบริการใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะจำนวนฐานลูกค้าปัจจุบันมีมากถึงเกือบ 30 ล้านคน

บริการล่าสุด "Give 2 Gang" (นิกเนม "นกรู้")

คอนเซ็ปต์บริการ อันเป็นที่มาของนิกเนม คือเป็นบริการเติมเงินอัตโนมัติ ทุกครั้งที่หมายเลขคนใกล้ชิดที่สมัครใช้บริการมียอดเงินคงเหลือต่ำกว่าหรือเท่ากับ 20 บาท ระบบจะโอนเงินให้โดยอัตโนมัติ เลือกได้ว่าจะโอนให้เท่าไร 20, 50 และ 100 บาท

นอกจาก "โอนเงิน" แล้ว ยัง "โอนวัน" อัตโนมัติก็ได้ รวมถึงมีบริการตรวจสอบยอดเงินและวันคงเหลือของหมายเลขคนใกล้ชิดที่สมัครใช้บริการได้ด้วย

"ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล" บิ๊กการตลาดเอไอเอส ซึ่งปลุกปั้น "วัน-ทู-คอล" มาตั้งแต่แรก กล่าวว่า วันนี้เราอาจพูดถึง 3G สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต แต่ในภาพรวม "วอยซ์" หรือบริการด้านเสียงยังเปรียบได้กับอาหารจานหลัก เพราะแม้คนจะนิยมใช้สมาร์ทโฟนแค่ไหนก็ยังใช้โทร. ดังนั้นการพัฒนาบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า จึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง

"วัน-ทู-คอลวันนี้มีลูกค้าเกือบ 30 ล้าน ในแง่ผลประกอบการ พรีเพดมีสัดส่วนในการสร้างรายได้มากถึง 55% ด้วยฐานลูกค้าขนาดนี้ ความต้องการของลูกค้ามีความหลากหลายและแตกต่างกันแน่นอน จึงต้องพัฒนาต่อเนื่องให้เข้าถึงความต้องการแต่ละกลุ่มและทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกมากขึ้น ลูกค้าจะใช้ดาต้าเราก็มีแพ็กเกจเสริมให้เลือกหลากหลาย หรือจะใช้ดาต้าแพ็กเกจกับแท็บเลตก็มี ซึ่งเรามองว่าไม่ว่าเทรนด์ข้างหน้าจะเป็นอะไร เป็น 3G เป็นสมาร์ทโฟน, ดีไวซ์ใหม่ ๆ จะเป็นเรื่องดาต้าหรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ถ้าจะทำได้ดีต้องรู้จักลูกค้า ต่อไปการแข่งขันจะพัฒนาในแกนที่ลึกขึ้น"

12 ปี "วัน-ทู-คอล" กับฐานลูกค้าเกือบ 30 ล้านคน ต้องนับว่าไม่ธรรมดา แต่พัฒนาการต่อไปจากนี้น่าสนใจกว่า บนเส้นทาง 3G กับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของยักษ์ "เอไอเอส" จะปัดฝุ่น "แบรนด์" จะปรับโฉมบริการ หรือเครือข่ายร้านค้า และอื่น ๆ ล้วนเป็นจังหวะเวลาที่อาจต้องกดปุ่มเดินหน้าเตรียมการไว้บ้างได้แล้ว

  0   รหัสบทความ : 157
โฉมใหม่ "Amazon.com" ย้ำภาพผู้นำ "อีคอมเมิร์ซ"
ส่งมาโดย bootbleach เมื่อ 16/9/2011 10:16:03 (95 ครั้งที่อ่าน)

ใครจะเชื่อว่าธุรกิจที่เริ่มจากร้านขายหนังสือออนไลน์ จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของโลกนามว่า "อะเมซอน" ได้ในวันนี้ ที่สำคัญกว่าเป็นการขยับขยายกิ่งก้านสาขาของตนเองออกไปอย่าง ไม่มีที่สิ้นสุด จนได้รับการจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของทั้ง "แอปเปิล" และ "กูเกิล" อีกต่างหาก

นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ว่า อะเมซอนมีโอกาสขยับสถานะขึ้นเป็นบริษัทไอทีที่มีศักยภาพทางธุรกิจมากที่สุดในโลกได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีคอมเมิร์ซดังรายนี้กำลังซุ่มเงียบพัฒนา "แท็บเลต" จอสีราคาถูกออกสู่ตลาด พร้อมกับการแปลงโฉมหน้าตาเว็บไซต์ขนานใหญ่ มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเว็บไซต์ง่ายขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์

เมื่อเร็ว ๆ นี้แวดวงไอทีโลกเริ่มตั้งคำถามว่า เป็นไปได้แค่ไหนที่"อะเมซอน" จะครองตลาดโลก ?

เว็บไซต์ "อินเวสเตอร์เพลซ" ระบุว่า แม้รายชื่อบริษัทไอทีที่ปรากฏให้เห็นเป็นพาดหัวข่าวมักหนีไม่พ้น "แอปเปิล", "กูเกิล" และ "เฟซบุ๊ก" แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทอีคอมเมิร์ซขนาดยักษ์อย่าง "อะเมซอน" จะด้อยกว่ายักษ์ไอทีเหล่านั้น หนำซ้ำเมื่อเทียบกันในแง่ศักยภาพทางธุรกิจ "อะเมซอน" อาจเหนือกว่าบริษัททั้ง 3 แห่งนั้นด้วยซ้ำ เนื่องจากการค้าขายออนไลน์เป็นกระแสที่กำลังมาแรง และจะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต

หากให้ลองนึกชื่อเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อ "อะเมซอน" คงผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ แม้แต่ "อีเบย์" ซึ่งเป็นเหมือนคู่แข่งสำคัญที่สุดยังโดน "อะเมซอน" ทิ้งห่างพอสมควร

ไม่ใช่แค่นั้น ธุรกิจของ "อะเมซอน" ยังส่งผลกระทบลามไปถึงร้านค้าปลีกนอกระบบออนไลน์อย่างเบสต์บาย และวอล-มาร์ตด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน "อะเมซอน" ยังถือเป็นยักษ์เล็กในธุรกิจค้าปลีก เพราะหากเทียบผลประกอบการปีที่แล้ว "อะเมซอน" มีรายได้ประมาณ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ "วอล-มาร์ต" ทำรายได้สูงถึง 422,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในอีกมุมหนึ่งแสดงให้เห็นว่า "อะเมซอน" ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากเพราะตลาดที่อะเมซอนครอบคลุมไปถึงมีขนาดใหญ่มาก

ปัจจัยสำคัญคือ เพราะเป็นร้านค้าปลีกออนไลน์จึงรองรับลูกค้าได้ทั่วโลก ทั้งยังมีโครงสร้างองค์กรที่กว้างขวางทำให้บริษัทส่งสินค้าได้ในราคาถูก นำเสนอบริการที่ดีให้ลูกค้าได้พร้อมกัน แม้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมจะเริ่มหันมาเล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซแข่งกับ "อะเมซอน" บ้างแล้ว แต่เสียเปรียบจากการที่ไม่สามารถลงทุนด้านนี้ได้เต็มที่ เพราะยังต้องดูแลร้านค้าทั่วไปของตนเองด้วย

ขณะเดียววัน "อะเมซอน" ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องการขยายแพลตฟอร์มดิจิทัลของตนเอง เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น รวมไปถึงการลงทุนพัฒนา "แท็บเลต" ของตนเองอย่าง "คินเดิล" ซึ่งเริ่มหันมาเน้นเจาะตลาดระดับล่างแทนที่จะไปงัดข้อกับ "แท็บเลต" พรีเมี่ยมเจ้าตลาดอย่าง "ไอแพด" ของแอปเปิล

"ฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ช" ระบุว่าแท็บเลตของอะเมซอนน่าจะมียอดขายถึง 5 ล้านเครื่องในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป้าหมายด้านยอดขายของแท็บเลตของอะเมซอนไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ใช้เพื่อสร้างความภักดีให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากร้านออนไลน์ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของตนเองมากขึ้น ทำให้ยอดขายอีบุ๊กของอะเมซอนทะลุยอดขายหนังสือจริงไปแล้ว

ล่าสุดมีกระแสข่าวพูดถึง "แท็บเลต" รุ่นใหม่ของ "อะเมซอน" ด้วย แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าจะใช่ "คินเดิล"รุ่นใหม่หรือไม่ แต่ข้อมูลสำคัญ ๆ ที่หลุดออกมาก็น่าสนใจทีเดียว ตั้งแต่ เป็นแท็บเลตขนาด 7 นิ้ว หน้าจอสีเครื่องแรกของอะเมซอน, ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์, ความจุ 6 จิกะไบต์, ไม่มีกล้อง และจะมีราคาประมาณ 250 เหรียญสหรัฐ เป็นที่คาดการณ์ด้วยว่า "แท็บเลต" พะยี่ห้อ "อะเมซอน" จะวางตลาดในเดือน ต.ค. นี้ หากได้รับการตอบรับดีจากตลาดยักษ์อีคอมเมิร์ซ "อะเมซอน" วางแผนออกแท็บเลตขนาด 10 นิ้วในไตรมาสแรกปีหน้า

เมื่อเร็ว ๆ นี้ "อะเมซอน" ยังเปิดเผยแผนการปรับรูปลักษณ์เว็บไซต์ครั้งใหญ่ ซึ่งอาจถึงขั้นเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายออนไลน์ภายในเว็บไซต์ด้วย

โดยผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาแสดงความเห็นว่า เว็บไซต์อะเมซอนแบบใหม่จะพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อให้รองรับการใช้งานบนแท็บเลตได้สะดวกขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าบริษัทต้องการยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งออนไลน์ผ่าน "ไอแพด" ของแอปเปิล หรือไม่ก็ผ่านแท็บเลตรุ่นใหม่ของตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อสินค้าหรือดูตัวอย่างสินค้าดิจิทัลคอนเทนต์ผ่านแท็บเลตของร้านค้าปลีกได้อีกด้วย

เว็บไซต์ใหม่ของ "อะเมซอน" จะมีรูปแบบการจัดวางหัวข้อเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากกว่าแบบดั้งเดิม ดีไซน์ให้มีปุ่มกดต่าง ๆ น้อยลง, มีพื้นที่ว่างบนหน้าเว็บไซต์มากขึ้น และมีช่องเสิร์ชข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้น

นอกจากนี้ หน้าเว็บใหม่จะขยายส่วนที่จำหน่ายคอนเทนต์ดิจิทัลมากขึ้น แทนการจำหน่ายสินค้าทั่วไปแบบก่อน ๆ เห็นได้จากรูปแบบแถบปุ่มเพียงแถบเดียวที่จะโฆษณาเฉพาะดิจิทัลบุ๊ก, เพลง, วิดีโอ และซอฟต์แวร์

"เดวิด เซลินเกอร์" อดีตผู้จัดการ ของอะเมซอนแสดงความเห็นในประเด็นนี้ว่า จากการที่ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแท็บเลตมากขึ้น การทำเนื้อหาให้มีพลวัตและเหมาะกับลูกค้าถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และนั่นคือจุดประสงค์หลักของการปรับหน้าเว็บไซต์อะเมซอนในครั้งนี้ โดยดึงฟีเจอร์ดังกล่าวมาทำให้โดดเด่นบนหน้าเว็บ

ด้าน "ฟิโอน่า ไดแอส" หัวหน้าทีมวางแผน บริษัทช็อปรันเนอร์ บริการด้านการส่งให้ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งมองว่า การปรับโฉมเว็บไซต์เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำทุก 2-3 ปีอยู่แล้ว อีกทั้งหน้าตาเว็บไซต์ "อะเมซอน" ปัจจุบันมีปุ่ม มีภาพ กระจายจนดูรกเกินไป การทำให้หน้าเว็บไซต์ใช้งานง่ายขึ้น สะอาด เรียบง่ายมากกว่าเดิมทำให้เว็บไซต์ สามารถปรับใช้งานได้กับอุปกรณ์หลายแบบ เช่น สมาร์ทโฟน, แท็บเลตต่าง ๆ ง่ายกว่าเดิมด้วย

แน่นอนว่าคู่แข่งของ "อะเมซอน" ซึ่งเป็นร้านค้าออนไลน์รายอื่น ๆ ต่าง จับจ้องการเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ครั้งนี้ว่าจะสามารถเพิ่มยอดรายได้ให้อะเมซอนได้เท่าไร หากฟังก์ชั่นใดออกมาถูกใจลูกค้า บรรดาเว็บไซต์คู่แข่งคงดึงมาปรับใช้ตาม ๆ กันแน่นอน

อย่างไรก็ตาม "อะเมซอน" ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าโฉมหน้าเว็บไซต์ใหม่จะเสร็จทั้งหมดพร้อมนำมาใช้จริงได้เมื่อใด แต่น่าจะปล่อยเวอร์ชั่นทดลองออกมาให้ได้เห็นกันภายในปลายปีนี้

  0   รหัสบทความ : 156
เอปสัน'ลุยปูพรมพรินเตอร์รุ่นใหม่
ส่งมาโดย bootbleach เมื่อ 16/9/2011 10:14:19 (109 ครั้งที่อ่าน)

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น หลังจากการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ผ่านพ้นไปด้วยดี ทำให้บริษัทมองว่าจะเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจและฐานลูกค้าใหม่ๆ สำหรับสินค้าในกลุ่มธุรกิจ เนื่องจากองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะกลับมาใช้งบประมาณเพื่อลงทุนซื้อสินค้าด้านไอทีเพิ่มขึ้น โดยบริษัทวางแผนจะออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี ทั้งนี้ ล่าสุดได้ออกสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ (พรินเตอร์) จำนวน 10 รุ่น แบ่งเป็นเลเซอร์พรินเตอร์ใหม่ 6 รุ่น ที่เหลือจะเป็นดอทเมตริกซ์ พรินเตอร์, พรินเตอร์พาสบุ๊ก สำหรับใช้กลุ่มสถานบันการเงินและธนาคาร และทีเอ็มพรินเตอร์ หรือ พรินเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในร้านค้าและห้างสรรพสินค้า พร้อมกันนี้จะเพิ่มตัวแทนจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 100 ราย โดยคาดว่าทั้งปีรายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาท

  0   รหัสบทความ : 155
'เน็ตแอพ' เฟ้นหาพันธมิตรลุยคลาวด์
ส่งมาโดย bootbleach เมื่อ 16/9/2011 10:13:51 (106 ครั้งที่อ่าน)



คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

เน็ตแอพ หวังเพิ่มประสิทธิภาพ และการขยายฐานลูกค้าใหม่
เน็ตแอพ ยึดพันธกิจหลักเน้นสร้างพันธมิตรกับผู้ให้บริการช่วยต่อยอดไอเอสพีสู่คลาวด์คอมพิวติงแบบเต็มตัว ยืนยันไม่ผันไปเป็นผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส ขณะภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1 มีส่วนแบ่งตลาดสตอเรจ 7.7% และรายรับจากไพรเวทคลาวด์โตกว่า 112.3%

นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เน็ตแอพ ประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ จำหน่ายบริการต่างๆ ของเน็ตแอพ ผ่านพาร์ทเนอร์ที่เป็น ดิสทริบิวเตอร์ และรีเซลเลอร์ ซึ่งตรงส่วนนี้ถือเป็นรายได้หลัก

"เป้าหมายหลักของเน็ตแอพในปีงบประมาณ 2554 คือต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้แก่ลูกค้าเดิม และมองการขยายช่องทางจำหน่ายไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ ให้พาร์ทเนอร์มีความเชี่ยวชาญในตลาดธุรกิจนั้นๆ สุดท้ายคือการเพิ่มพันธมิตรทางเทคโนโลยี"

อีกส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือเน็ตแอพจะเฟ้นหาพันธมิตรจากผู้ให้บริการคลาวด์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Cloud Service Provider) เพื่อนำเทคโนโลยีของเน็ตแอพเข้าไปช่วยเสริมในการให้บริการ ซึ่งเชื่อว่าในช่วงแรกจะยังไม่มีรายได้จากตรงนี้มากนัก แต่ในอนาคตเมื่อการให้บริการคลาวด์เป็นที่แพร่หลายพันธมิตรเหล่านี้คือส่วนสำคัญที่จะทำให้เน็ตแอพเติบโต

"เน็ตแอพต้องการเข้าไปร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์ ที่พร้อมก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่เปิดให้บริการโคโลเคชัน หรือไว้สำรองข้อมูลเท่านั้น ล่าสุดเพิ่งเซ็นสัญญากับฟูจิตสึ ในการนำเทคโนโลยีของเน็ตแอพ เข้าไปร่วมกับการให้บริการคลาวด์ และยังมีอีก 2-3 บริษัทที่อยู่ในช่วงรอการเซ็นสัญญา"

ประกอบกับการจัดงาน 'เน็ตแอพ คลาวด์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ ฟอรัม' ที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลโซลูชันล่าสุดของเน็ตแอพ ทำให้มีบริษัทไอเอสพี (อินเทอร์เน็ต เซอร์วิส โพรวายเดอร์) ที่ให้บริการในประเทศไทย และบริษัทที่สนใจให้บริการคลาวด์อีกกว่า 11 รายให้ความสนใจเข้าร่วม

นายวีระ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาของปีงบประมาณ 2554 (ปีงบประมาณของเน็ตแอพเริ่มต้นเดือนพฤษภาคม) เน็ตแอพมีลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการกว่า 60 รายจากกลุ่มอุตสาหกรรมหลักอย่าง ธุรกิจการผลิต พลังงาน การให้บริการด้านการเงิน ภาครัฐ และธุรกิจโทรคมนาคม

"การเติบโตในส่วนของตลาดสตอเรจแบบเปิดในช่วงที่ผ่านมานั้น จะเป็นการนำระบบไปใช้กับไพรเวท คลาวด์เป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการเติบโตอันดับต้นๆในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

สำหรับในช่วงไตรมาส 1 ของตามปีปฏิทิน 2554 เน็ตแอพมีส่วนแบ่งตลาดระบบจัดเก็บข้อมูลแบบดิสก์สตอเรจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 7.7% จากรายงานของไอดีซี ขณะเดียวกันในส่วนของตลาดสตอเรจบนเครือข่ายแบบเปิด มีรายได้เพิ่มขึ้น 112.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

  0   รหัสบทความ : 154
'ไอโฟน5' เริ่มเดินเครื่องประกอบถึงเอเชียต.ค.นี้
ส่งมาโดย bootbleach เมื่อ 16/9/2011 10:13:22 (125 ครั้งที่อ่าน)

  0   รหัสบทความ : 153
(1) 2 3 4 ... 30 »



Maintain By NovaSmart Technology . Visit Development Site